| Hu님의 프로필Convert now or fall fore...사진블로그리스트 | 도움말 |
Convert now or fall forever7월 6일 Italyดีจ้ามิตรรักทั้งหลาย
นั่นแน่ หายหน้าหายตาไปจากเอ็มเกือบสองอาทิตย์ ก็ไม่ได้ไปไหนหรอก แวะไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านมา อิตาลี!! ประเทศทีฝันว่าสักวันหนึ่งต้องไปให้ได้ แล้วก็ได้ไป อิอิ ไปทั้งหมด 10 วันเต็มๆ วันแรกนั่งเครื่องบินไปลงที่กรุงโรมเมืองหลวง ออกจากประเทศฝรั่งเศสเวลา 11:15 ถึงอิตาลีเวลา 12:00 ด้วยสายการบิน Veuling air งงอะดิ ไม่รู้จักชื่อ อย่าว่าแต่คุณๆเลย ตั้งแต่เกิดมาเนี่ยก็เพิ่งเคยได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรกเหมือนกัน ตอนแรกก็งงเออมีด้วยเหรอสายการบินนี้...ปล่อยให้เป็น เรื่องลึกลับต่อไป!!
โรมเป็นเมืองที่ประทับใจที่สุดแล้วในสิบวันนี้ เพราะมีที่เที่ยวเยอะ แล้วก็บังเอิญได้แผนที่ดีที่ไปจิ๊กมาจากโรงแรม เราก็เลยเดินได้ทั่วหมดทั้งโรม ขอย้ำว่า "เดิน" เป็นกิโลนะจ๊ะหนูๆ ไม่นั่งรถกันเลย กลับโรงแรมก็ขาแทบหักแค่นั้นเอง วันถัดมาก็ไปเที่ยวโคลีเซี่ยม เสียค่าเข้าไปข้างในสิบเอ็ดยูโร จำได้แม่นยำ เข้าไปเจอซาก ซากจริงๆ มีความรู้สึกเหมือนไก่ย่างถูกเผาเวลาอยู่ข้างใน เพราะร้อนมากกก ดังนั้นจะสังเกตได้ว่าตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายที่ไปอยู่ สีตัวจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ กลับมาตอนนี้ก็สุกได้ที่พร้อมกินแล้ว
อีกวันก็แวะไปต่อที่นครรัฐวาติกัน เป็นอีกรัฐที่แยกตัวออกมาเป็นประเทศ แต่ก็ยังอยู่ในเขตโรมอยู่ดี วาติกันสวยมาก ศิลปอลังการสุดๆ ไม่รู้จะไปสร้างอะไรกันได้ขนาดนั้น แต่มาเจ็บใจที่สุดก็ตอนที่ไปพิพิธภัณฑ์ที่วาติกันไม่ทันเนี่ยแหละ เพราะมัวแต่นั่งกินข้าวกันอยู่ เสียดายสุดๆ เพราะเคยอ่านแต่ในหนังสือถึงรูปที่วาดบนเพดานที่ ไมเคิล แองเจโล วาดเอาไว้ว่าสวยนักสวยหนา แต่ก็อดดูซะงั้น เซ็งจิตยิ่งนักตอนออกมานอกเมืองก็เห็นขบวนรถของพระสันตปาปาด้วย เห็นแต่รถนั่นแหละ ไม่เห็นคนที่นั่งอยู่ข้างใน
จากโรมไปต่อที่ ฟอเรนซ์ เป็นอีกเมืองที่สวย (แหละมั้ง) ทั้งเมืองมีโบสถ์ใหญ่ที่ดูจะน่าสังเกตที่สุดแค่โบสถ์เดียว แต่ก็จัดว่าเป็นโบสถ์ที่ใหญ่เป็นอันดับที่สี่ของยุโรปเลยนะ แล้วก็จะมาถามกันว่า "แล้วไงอ่ะ" ก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็อยากบอกว่ามันใหญ่จริงๆ ที่ฟอเรนซ์เรามีประสบการณ์ดีที่สุดเท่าที่เคยปรากฎมาในประวัติศาสตร์โลก พวกเราสามคน (จากสี่) รอเข้าพิพิธภัณฑ์ที่ชื่อว่า "Galleria dell'Accademia" (ไปเดากันเอาเองเหอะว่ามันจะแปลว่าไงในภาษาไทย) ดังมากอีกแล้วครับท่าน ภายในมีรูปพ่อสุดหล่อ David รูปปั้นชายที่สมส่วนที่สุดแล้วในโลกเบี้ยวๆใบนี้ จากผลงานการปั้นของกระทาชายนามว่า ไมเคิล แองเจโล (อีกแล้ว) พ่อคุณ David ก็หล่อซะ นี่ขนาดเป็นหุ่นนะเนี่ย ทำเอาเราหลงไปเลย... แต่ไอ้ประสบการณ์ที่ว่าไม่ใช่ไปเจอหุ่นตัวนี้หรอก แต่เป็นการต่อคิวเข้าที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยได้ทำมาแล้ว 3 ชั่วโมงคะ สามชั่วโมงตั้งแต่เก้าโมงครึ่ง ได้เข้าตอนเกือบบ่าย นี่ไม่ได้โม้ เรื่องจริง พอเข้าไปข้างในได้ แล้วก็พูดกับตัวเองและเพื่อนๆว่า นี่ตูนั่งรอดูอะไรวะเนี่ยนั่งสามชั่วโมง เพราะเข้าไปเนี่ยไม่ได้จะซาบซึ้งในศิลปเอาซะเลย แค่อยากเห็นหุ่นตัวนี้แหละ จบ แถมข้างในห้ามถ่ายรูปอีกต่างหาก เพื่อ!!!
จากฟอเรนซ์ ก็ตามไปที่เมือง ปิซาร์ ไปดูหอเอน ใช้เวลาที่เมืองนี้แค่ครึ่งวันเท่านั้น เพราะทั้งเมืองก็มีดีแค่นี้ถ้าจะว่ากันตามจริง ได้เห็นของจริงแล้วก็เออสวยดีนะ แต่ทำไมมันเตี้ยจังล่ะ มีแค่ห้าหรือหกชั้นเอง นิดเดียว มีโอกาสได้ขึ้นไปข้างบนด้วย ตอนขึ้นไปก็เอนซ้ายเอนขวาไปเรื่อย เสียวๆอยู่ว่าถ้าเกิดมันหักลงมาตอนเราเดินอยู่ข้างในจะทำยังไงดี หอเอนทำให้เราตัวดำขึ้นไปอีกสองเท่าจากเดิม เพราะอากาศที่ร้อนได้ใจ ร้อนเอาโล่ แล้วด้วยตัวอาคารตั้งอยู่กลางสนาม เวลาจะถ่ายรูปก็ต้องออกมายืนกลางแดด แล้วพอรูปไม่ได้อย่างใจก็ต้องเอาใหม่ เป็นไงล่ะ สองชั่วโมงกลางแดดร้อนจัด ยิ่งกว่าไปค่ายลูกเสือซะอีกนะจะบอกให้ ดำพะยะคะ ที่นี่เป็นที่แปลกที่มนุษย์ทุกสัญชาติต้องมายืนทำท่าบ้าๆบอๆ ถ่ายรูป ก็ไม่เข้าใจ...
ต่อไป มิลาน คุณหนุ่มๆตาร้อน ไปเมืองมิลานไม่ได้ไปดูบอลแต่อย่างใด แต่ไปถ่ายรูปโบสถ์ ที่มีหลังคาแหลมๆ สวยแปลกตา แค่ตรงนั้นแหละ ถ่ายไปเกือบสามสิบรูป บ้าบอจริงเลย เรามีเรื่องประหลาดมาเล่าอีกแล้ว...อาหารมื้อกลางวันที่มิลาน เรากินที่ร้านฟ๊าดฟู๊ดแห่งหนึ่ง (ขอไม่เอ่ยชื่อ เพราะคุณก็รู้ว่าที่ไหนดังมากของอเมริกา...ปิดทำไมวะ) สั่งอาหารมาได้ปกติทุกอย่าง อยากกินเฟรนช์ฟรายขาดซอส ก็ขอซอสเค้าปกติ แต่...ซอสมะเขือเทศที่นี่ต้องเสียเงินสิบเซนต์เพื่อได้มา อะไรวะมีที่ไหนขอซอสเสียเงิน ไม่เอาก็ได้ไม่ง้อหรอก กินมันเปล่าๆนั่นแหละ จากนั้นก็นั่งรถไฟต่อทันทีไปที่เมือง เวนิส!!
เวนิสเมืองที่เค้าว่ากันว่าโรแมนติกนักหนา ไหนอ่ะ สงสัยไปเราจะไปผิดเมือง เฮ้อ โรแมนติกมากที่อุณหภูมิจุดเดือด ร้อนสุดๆ วันไปถึงฝนตกฉลอง วันที่สองอากาศดี พอไหว อีกวันตกอีกและแต่ดีที่ตกตอนเย็นแล้ว เดินทั่วแล้ว เอาซะแบบฟ้ารั่ว พวกเรามีโอกาสได้เห็นเวนิสที่คนหลายคนไม่เห็น ส่วนใหญ่แล้วพอพูดถึงเวนิสจะนึกถึงคลองที่มีเรือสวยๆพาย คนพายร้องเพลงลั้นลา หนุ่มสาวหนุงหนิงกันในเรือ แต่ใครจะรู้ว่าด้านในของเวนิสก็เหมือนย่านสำเพ็งเราดีๆนี่เอง โอ้โห คนอย่างกับหนอนเยอะมากกก เห็นแล้วไม่อยากเดินต่อ แล้วต้องไปเดิ๊น..เดินเบียดไอ้พวกฝรั่งตัวยักษ์ เดินไปที่ตลาดเวนิสก็เหมือนตลาดแถวดอนหอยหลอด อาหารทะเลสดเพียบกลิ่นทะเลยังติดกางเกงอยู่เลยเนี่ย เหนียวเหม็นซะ เฮ้อออ ส่วนเรือสวยๆที่ว่าราคาที่ขึ้นก็แพงสุดๆ คิดเป็นรายหัว หัวละห้าสิบยูโร โหแม่งมาปล้นกันเลยดีกว่างี้อ่ะ แพงซ้า เราก็เลยนั่งเรือโดยสารของที่นั่นเที่ยวแทน เหมือนเรือโดยสารเจ้าพระยาเปี๊ยบเลย นั่งออกทะเลไปเลย ไปเที่ยวเกาะนั้นเกาะนี้ ราคาก็ไม่แพงอีกต่างหาก ไปเจอที่นึงก็สวยดี คนก็ไม่เยอะ สงบ อย่าไปนึกถึงเกาะแบบพวกติดเกาะล่ะ ไม่ใช่แบบนั้น บอกกับเพื่อนร่วมเดินทางว่า ถ้าแต่งานจะไม่ไปฮันนีมุนที่เวนิส ขอแค่สมุยบ้านเราก็พอ แต่ๆๆไม่ใช่ว่าจะมีข้อเสียอย่างเดียว สำหรับเราแล้วชอบเวนิสตอนพระอาทิตย์ตกดินมากๆ บรรยากาศโรแมนติกและเหงาได้ในเวลาเดียวกัน ใครมีคู่ดู๋ดี๋ก็ดีไป แต่ส่วนใครที่ไม่มีคู่นี่สิ....
สรุปแล้วทริปนี้สนุกมาก เพราะได้เพื่อนร่วมเดินทางที่ดี เข้าขากันได้ทุกเรื่องทุกเส้นทาง มีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่สุดท้ายก็เที่ยวด้วยกันได้จนจบค่ะ :)
ปล.เที่ยวคราวนี้นอกจากตัวจะดำขึ้นแล้ว น้ำหนักตัวก็ขึ้นอีกเพราะกินสปาเกตตี้ทุกวันเลย... 6월 22일 France music festivalอู้ย หายไปแสนนาน!!เราก็ต้องกลับมาเมื่อชาติต้องการนั่นแหละ เมื่อวาน (เมื่อสิบห้านาทีก่อน) เป็นเทศกาลดนตรีที่ฝรั่งเศส ทุกเมืองในฝรั่งเศสจะมีการจัดงานนี้ขึ้นโดยนักดนตรีสมัครเล่นทั้งหลายจะมีโอกาสได้แสดงความสามารถของตัวเอง เอาวงของตัวเองออกมาโชว์ ง่ายๆตามข้างทาง บางคนก็แอบหลบมุม ตามหลืบตามซอก ใครหลงไปเจอก็จำต้องหยุดดู (ไม่ได้บังคับนะ) เนี่ยข้างๆบ้านเนี่ยก็มี ดังสนั่นหวั่นไหว ยังงงว่าจะนอนยังไงดีวะคืนนี้เพราะคงต้องได้ยินไปทั้งคืน....ไม่เป็นไร เรื่องแค่นี้บ่ยั่นสามสาวก็ออกไป เดินตุหลัดตุเหล่ไปดูตามสุมทุมพุ่มไม้ เพราะคืนนี้คนเยอะมากจริงๆ ถ่ายรูปมาได้นิดหน่อย เอามาอวด ไม่ค่อยเห็นหรอกวงดนตรีนะ เห็นแต่คน อะไรก็ไม่รู้มากมายมหาศาล ของกินก็น่ากินไปซะทุกอย่าง ก็คงเหมือนเทศกาลบ้านเราแหละนะ เว้นแต่ว่าไม่มีลูกชิ้นปิ้งขาย พูดแล้วก็อยาก น้ำลายไหล...1월 29일 ไปเล่นสกีมาค้าบ ดีจ้าทุกคน
หายไปเกือบปีแน่ะ เพราะไม่มีอะไรจะเขียนอ่ะนะ สเปซตายไปเลย...วันนี้มีเรื่องมาเล่าสู่กันฟังอ่ะคะก้เลยเอามาบอกกันสักนิด
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีโอกาสไปเล่นสกีที่ต่างเมือง ด้วยเหตุผลที่ว่ามีที่พักฟรี และได้สนุกกับเพือน ก็อย่างหวังนั่นแหละ คิดไว้ตั้งนมนานแล้วว่าอยากจะไปเล่นสกีสักครั้งในชีวิต คราวนี้มีโอกาสก็ไม่อยากพลาดโอกาสอันดีนี้ไป...
พูดถึง "สกี" ทุกคนจะนึกถึง 1. ไม้สองแผ่นที่ต้องเอาทีนไปเหยียบเพื่อไถล เถลือกไปบนหิมะ 2. ความหนาวเย็น กับสีขาวๆของหิมะ 3. ตูเจ็บตัวแน่ๆ พอเห็นข้อสามก็ทำใจเลยว่าถ้าไม่เจ็บตัวคงจะไม่มีทางเล่นได้แน่นอน เพื่อนโทรมาชวนไปเล่นวันพุธ ไม่ต้องคิดก็ตัดสินใจไปเลยว่า ข้าไปด้วย ออกจากบ้านบ่ายวันศุกร์หลังเลิกเรียน กับกระเป๋าหนึ่งใบพร้อมกับข้อความในมือถือว่า แต่งตัวให้หนา เพราะอากาศเย็นโคตรรรร เราก็ทำตามโดยดี เอากระเป๋าเป้ไปใบหนึ่ง ในกระเป๋ามีเสือตัวเดียว เพราะที่เหลือได้สุมใส่เข้ามาหมดแล้ว แทบจะไม่เหลือเนื้อที่สำหรับใส่เสื้อโค้ด ตัวงี้เป่งเป็นแหนมก็ต้องยอม เพราะเค้าว่าอากาศมันจะต้องเย็น พอไปเหยียบเมืองที่ชื่อว่า Clermont Ferrand หนาวมากค่ะ อากาศเย็นสุดขั้ว จากพยากรณ์อากาศวันนั้นก็ไม่เท่าไหร่ แค่ติดลบสิบสี่องศาเซลเซียส แต่เราสบาย แต่งกายถูกระเบียบรอดตัว...ไปถึงก็ไปบ้าน"อ้อ" ค่ะ เจ้าของถิ่นพอนั่งรถเมล์แล้วก็มาถึงบ้าน เห็นแล้วตื่นตะลึง เพราะมีแต่สีขาวๆของหิมะเต็มไปหมดสวยมาก แต่กว่าจะขึ้นไปถึงบ้านได้ก็แทบจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่บันไดบ้าน ไม่รู้ว่าจะล้มหัวฟาดพื้นเมื่อไหร่ ก็บันไดเจ้ากรรมดันมีน้ำแข็งเกาะลื่นปื้ด ต้องเดินระวังกันสุดฤทธิ์ เข้าบ้านด้วยความอ่อนระโหยโรยแรง เพราะรถไฟดันเลทไปชั่วโมงกว่า
พูดถึง "อ้อ" บ้างดีกว่า อ้อน่ารักค่ะ ทำราดหน้าให้กิน อร่อยมาาาาก ยอมให้พวกเราอยู่บ้านได้ตามสะดวก เหมือนเป็นบ้านพวกเราเอง อยากทำอะไรก็ทำ หลังจากกินข้าวเสร็จก็เก็บสำรับ ตั้งวงค่ะ สาวๆและอีกหนึ่งหนุ่มเล่นไพ่กันสนุกสนาน (เค้าไม่ได้เล่นน้า) เล่นกันยันตีสองกว่า สงสัยลืมนึกไปว่าต้องออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อไปเล่นสกี แต่คนมือกำลังขึ้นจะยอมได้เหรอ...
เช้าค่ะ ออกจากบ้านกันตอนเก้าโมงครึ่งเพื่อไปซื้อตั๋วรถไฟขึ้นไปเล่นสกีที่ Mont dore บนเขาสวยมากเลยค่ะ เป็นภาพที่หาดูได้ยากมากๆ เหมาะกับการเล่นสกี คนเป็นร้อยรวมตัวกันอยู่ เพื่อลื่นลงมากับไอ้ไม้กระดานบางๆสองแผ่น เราก็ต้องเอาบ้างสิ ขั้นแรกก็ต้องไปจ่ายตังค์ค่าเข้าเล่นก่อน จากนั้นก็ต้องไปวัดเท้า เอารองเท้าสกี กับไม้สกี เห็นมันบางๆอย่างนี้นะคะ ขอบอกว่าโคตรหนักเลย แถมยาวอีกต่างหาก รองเท้าเจ้ากรรมก็หนาซ้าาา แต่ก็เอาค่ะ ครั้งแรกในชีวิต พวกเราต้องแบกสกีขึ้นบันได (อีกแล้ว) เพื่อจะไปจุดที่เค้าเริ่มล่นกัน ต้องแบกค่ะ หนักก็หนัก จะทิ้งก็ไม่ได้ ก็เช่าเค้ามานี่... พวกเราก็เดินกันไปจุดที่เค้าเล่นกัน เป็นจุดแบเบาะมาก (เห็นเพื่อนมันว่างี้) แต่ฉันนี่ใช้เวลาเกือบชั่วโมงกว่าจะไถลลงมาได้ สนุกดีค่ะ ถ่ายรูปกันเหมือนคนเล่นเป็น น่ากลัวมากเพราะเป็นทางลาดลงมา ปัญหาไม่ใช่ว่าจะไถลลงยังไง แต่ที่หนักใจคือ "กูจะหยุดมันได้ยังไง" เพื่อนก็สอนค่ะว่าเฮ้ย ต้องเอียงตัวให้ขนานกับเขา แล้วเอาสกีจิกไว้ที่หิมะ เออทฤษฎีนะมันง่ายเว้ย แต่ปฏิบัติเนี่ยอ่ะดิอยากจะร้องได้ มันบอกอีกว่าให้ก้มตัวลงต่ำเพื่อจะได้ไม่เอนไปข้างหลัง แต่พอก้มตัวลงมันก็วิ่งเร็วอีก เฮ้อ ยากจริงวุ้ย เลยตัดสินใจหาวิธีหยุดเองโดยการทิ้งตัวลง ใช้หลังหยุดแทน ฮ่าฮ่า เพื่อนบอกเมิงจะบ้าเหรอไง แหมวุ้ยก็มันทำไม่ได้นีหว่า ก็เอามันแบบนี้แหละ แล้วมันก็มีปัญหาอื่นตามมาอีก ก็อีกตอนที่จะลุกขึ้นมานะสิ "หนักตูด" ทำยังไงก็ยืนไม่ได้ โอ้ยต้องให้เพื่อนอีกสองคนมาพยุง เล่นกันก็ไม่เป็น ไปหกแต่เล่นเป็นแค่สองคน เอากะเค้านะ เห็นไอ้เด็กฝรั่งตัวเล็กๆแล้วอยากจะเอาไม้สกีตีกะโหลก แหมม ทำเป็นพลิ้ว ชิชะ...อ้าวพอลงมาที่จุดที่ต่ำที่สุดก็ต้องขึ้นไปใหม่อ่ะสิ แต่ไอ้ที่เราลงกันมาน่ะเค้าใช้เวลาไม่ถึงห้านาที เรานี่ล่อไปเกือบชัวโมง จะกลับขึ้นไปอีกก็มีอุปกรณ์ค้า จะเป็นสลิงให้เราเอามือจับเอาไว้ เท้ายันพื้นแล้วมันจะลากเราขึ้นไปข้างบน จะขึ้นก็ต้องมีวิธีอีก จะไปหน่วงมันก็ไม่ได้เพราะจะหล่นลงมา ต้องปล่อยตัวตามสบาย ก็ทำนะแต่ได้สักพัก ดันหล่นซะงั้น ดีนะที่ถึงตรงที่เพื่อนเค้าอยู่กัน ไม่งั้นถ้าลงไปต่อแถวอีกรอบเริ่มใหม่ก็ยากอีก แย่แน่ พอถึงตรงนั้นก็ไม่เอาและ ถอดสกีออก ถ่ายรูปดีกว่า....
สรุปแล้วก็สนุกดีค่ะ เป็นประสบการณ์ชีวิตอีกเรื่องหนึ่ง ที่หนาวๆแล้วก็ผ่อนคลาย แต่ถ้าจะถามว่าเล่นแล้วล้มบ้างรึเปล่านะ เปลี่ยนคำถามซะใหม่ดีกว่าว่า ตั้งแต่เล่นไปครึ่งวันน่ะ ได้ยืนขึ้นมากับเค้าบ้างรึเปล่า หรือล้มอย่างเดียว.....รูปมีอยุ่ข้างบนอ่ะนะคะ ดูๆกันก็แล้วกัน บรรยากาศสวยดีค่ะ 6월 26일 come backกลับมาแล้วจ้าาา หายหน้าหายตาไปสองเดือน เป็นสองเดือนที่สุดแสนจะทรมาน แสนสาหัส เราจะขอข้ามเดือนพฤษภาคมไปเลยนะคะ เพราะไม่เหลือความทรงจำในเดือนนั้นเลย จริงๆแล้วมันไม่มีอะไรจะเล่านั่นแหละ เล่าเมื่อสองสามวันที่ผ่านมาดีกว่า คือเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์แห่งการสอบ วันศุกร์เป็นวันสุดท้าย เป็นวันที่ดิฉันจะลั้นลาเต็มที่เพราะมีสอบแค่ตอนเช้าสองชั่วโมงครึ่ง ก็เอาว่ะแค่สองชั่วโมง การสอบชั่วโมงแรกเป็นไปได้ด้วยดีค่ะ นั่งหมุนปากกาเล่นบ้าง วาดรูปเล่นบ้าง สบายๆ พอชั่วโมงหลัง อืมมม จะบอกยังไงดีล่ะ.....คือ ปวดขี้อ่ะคะ เริ่มนั่งนิ่งๆแล้ว ตอนนี้ มือ เท้า เย็น ขยับมากไม่ได้ จะออกจากห้องก็ยังไม่ได้อีก ยังทำข้อสอบไม่เสร็จ โอ้พระเจ้า...การทำสงครามกับระบบขับถ่ายในร่างกายนี่มันช่างยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก นั่งมองนาฬิกาถี่ยิบเลย อาจารย์คงคิดว่าแหมเด็กคนนี้เป็นห่วงเรื่องเวลาเสียจริง เปล่าหรอกค่ะจารย์ แต่หนูปวดขี้อ่ะคะ เวลาเดินไป นริศราก็อยากเดินตามนาฬิกา...แล้วเวลานั้นก็มาถึง หมดคาบ เราก็ฟอร์มเยอะมากส่งข้อสอบ (วิชากฎหมาย)เดินออกมาจากห้องอย่างสง่าผ่าเผย ตรงไปยังห้องน้ำ แต่!!! มันไม่ออก เฮ้อแล้วตูนั่งหนีบอะไรอยู่ว่ะเมื่อกี้อ่ะ เซ็ง...
4월 26일 วันหยุดของฉันสวัสดีก๊าบ
ไปเที่ยวบ้านเก่ามา (เบอร์ซองซง) ถ่ายรูปมานิดหน่อย ประมาณ 200 รูป เลยเอามาแบ่งลงให้ดูกันนะจ๊ะ อยู่ด้านบนอย่างที่เห็นกันอยู่ กลับไปคราวนี้สนุกเหมือนทุกครั้ง เจอเพื่อนไม่กี่คนแต่เสียงหัวเราะเราก็มีให้กันไม่ขาด อากาศก็แสนจะสบาย ไม่หนาว ไม่ร้อนจนเกินไปนัก ที่จะฮาสุดก็คงจะเป็นน้องโอคนงามของเรา ที่ทำอย่างไรความสวยงามของเธอก็มิได้ลดลงไปเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะการเดิน การนั่ง การวิ่ง การกิน แม้กระทั่งท่าการยืนรอรถเมล์ (หลายท่านอาจจะงง เชิญดูรูปปลากรอบ (ประกอบ) ด้านบน) เธอต้องมีสเตป ทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เป็นท่าทางที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดี โอลีฟ (โอนั่นแหละ), ทำกับข้าวเก่งมากนะคะจะบอกให้ ถ้าไม่มีเค้าเราก็อาจจะลำบากได้ เพราะเธอทำอร่อยจริงๆ
ระยะเวลาหาวันที่เบอร์ซองซง พวกเราตั้งเวลามาตรฐานของแต่ละวันเอาไว้ว่าควรจะทำอะไร เริ่มจากวันแรก...
ตื่นนอน : 10:00 (อาจจะเลทเป็นสิบครึ่งหรือสิบเอ็ด)
กิน : ตลอดเวลาที่จะสามารถหาของใส่ปากได้
นอน : ตีหนึ่ง หรือ สอง
ก็กว่าจะตื่นกันก็เล่นกินฝรั่งเศสหายไปครึ่งประเทศแล้ว จะได้ทำอะไรอีกเล่าเอ้อ วันที่สองพวกเราไปนั่งในสวนสาธารณะกันด้วย ซื้อไก่ย่างไปกิน พี่ปอง เล่นกีตาร์ พวกเราก็แหกปากร้องเพลง ที่ไม่ค่อยจะเหมือนเพลงนักกัน ฝรั่งก็ค่อยๆตีวงออกห่างไปเรื่อยๆ สงสัยจะกลัวก็เรานะเลือดรักชาติ ร้องเพลงไทย ทั้ง "สามสิบยังแจ๋ว" แล้วก็ยังจะมี "เหล้าจ๋า" อีก ส่วนหัวโจกตัวดีจอมแหกปากก็เดี๊ยนเอง พี่ปองเป็นรุ่นพีที่เรียนอยู่ที่เบอร์ซองซง รู้จักมานานพอสมควรแล้ว แต่เพิ่งจะมาคุยกันสนุกสนานเฮฮาก็รอบนี้ พี่แกเป็นคนสงัด (ไม่ใช่เงียบธรรมดา) ไม่ค่อยพูด เล่นกีตาร์เก่ง จะโดนน้องๆที่น่ารักอย่างพวกเราอำเสมอ พี่แกก็ไม่เคยโกรธ เอ หรืออาจจะโกรธแต่แกไม่บอก ฉายา "พระอาจารย์ปอง" อ๋อ แล้วเมื่อคืนวานก็ไปบ้านเพื่อนเก่าชาวญี่ปุ่นก็ไม่พ้นไปแหกปากร้องเพลงเล่นกีตาร์ต่ออีกวัน...แล้ววันนี้ดิฉันก็นั่งอยู่ที่บ้านอีกแล้ว กลับมาเหนื่อยๆ คิดถึงเพื่อนๆจังเลยโว้ยยยย 3월 29일 ฮูดา ไม่มีอะไรทำอีกล่ะวันนี้ หลังจากที่ได้ทุ่มเทเวลาทั้งหมดที่มีให้กับการบ่มผิวพรรณอยู่ที่บ้าน ไม่ให้ออกไปรับแสงแดดจากภายนอก เป็นผลค่ะ เป็นผล ผิวพรรณและร่างกายดูดซับอาหารได้ดีขึ้น ไขมันในร่างกายเกิดการแตกตัว กระจายทั่วสู่ร่างกาย ตั้งแต่หน้า แขน หน้าท้อง และต้นขา ยังผลให้ระบบการทำงานในร่างกายล้าช้า อืดอาด อึดถึก อึมทึม และมืดมัว (ที่ส่วนที่อยากให้ไปแตกด้วยไม่รู้จักไปแตก ไขมันบ้า เท่าเดิมตลอดเลย)
จากสาเหตุดังกล่าวทำให้ดิฉันปรึกษากับทางสถาบันวิจัย รอลีอัล แพ้รีส (ใส่สำเนียงด้วยเวลาอ่าน) ว่าควรจะออกกำลังกายได้แล้วนังอ้วน ดิฉันปฏิบัติตามทันทีโดยไม่ลังเลค่ะ หยิบวีซีดี ซินดี้ ครอฟอร์ด ออกมาจากลังใบเก่า ฝุ่นเกาะกรังหนา มาเปิด แล้วเริ่มค่ะ เอ้า 1 และ 2 และ 3 (เหนื่อยตั้งแต่วอร์มแล้ว) เริ่มแบบไม่หักโหมนะคะ แค่เกือบตายค่ะ เพราะไม่ได้ออกกำลังกายเลยเป็นชาติ แต่พระเจ้าช่วย!! เป็นผลอีกแล้วค่ะท่านผู้อ่าน ไสยศาสตร์มีจริงค่ะ อย่าว่าดิฉันงมงายไป วันนี้ตื่นเช้ามา ค่ะ โอ้ววว ปวดทั้งตัว แต่นั่นก็เป็นสัญญาณที่ดีค่ะ สัญญาณว่าข้าจะผอม ว่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ จากนี้ไปขอให้ช่วยเป็นกำลังใจให้ดิฉันได้ปฏิบัติภาระกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และขอฝากดิฉันไว้ในอ้อมอก อ้อมใจพี่น้องชาวพันธมิตรที่อยู่หน้าสยามพารากอนด้วยค่ะ รถติดจะแย่อยู่แล้ว ไปไปกันซะทีเถอะนะค่ะ เห็นแล้วเหนื่อยแทน..... 3월 21일 อีกครั้งประท้วง...
นี่ก็เข้าสัปดาห์ที่สามแล้วที่มีการประท้วงเกิดขึ้น ไม่ได้เรียนหนังสือหนังหา เขางอก เขาย้อย กันไปตามระเบียบ วันนี้จะมาอัพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานกับวันนี้นะจ๊ะ
จากที่ดูรูปด้านบนผ่านไปแล้ว เกิดความสงสัยกันไหมว่ามันทำอะไรกันไอ้พวกฝรั่ง เด็กพวกนี้เค้าประท้วงรัฐบาลกันค่ะ เรื่องที่ออกกฎหมายมาขัดใจวัยรุ่น ม่ายช่ายย จริงๆแล้วมันก็มีส่วนนิดหน่อยนะ แต่ก็ต้องเห็นใจ เพราะกฎหมายมันแย่จริงๆ เล่นจะไม่ให้วัยรุ่นอายุต่ำว่า 26 ทำอะไรได้เลย ที่แย่ที่สุด (ความรู้สึกส่วนตัว) ก็คือถ้าพวกวัยรุ่นพวกนี้เข้าไปทำงานแล้ว นายจ้างสามารถไล่ออกได้โดยที่ไม่ต้องให้เหตุผล บ้าป่าว คิดได้ไง ปัญญาอ่อนพอกับรัฐบวมเราเลย
เมื่อวาน เราเริ่มกันตอนบ่าย ลงมติกันว่าวันนี้จะมีการบล๊อกมหา'ลัยหรือไม่ มติส่วนใหญ่ที่มีก็ตกลงปลงใจกัน มีการโหวต ยกไม้ยกมือกันเป็นที่ครื้นเครง แกนนำทั้งหลายก็ตะโกนแหกปากกัน เออที่นี่น่าสงสารเนอะ มันไม่มีโทรโข่งกัน ไอ้คนฟังก็ทั้งฟังทั้งคุย...แต่ผลสรุปจากการหยิบลูกพลาสติก กลมๆ (ไม่ใช่หวย) สรุปไม่มีการเรียนในวันรุ่งขึ้นตลอดทั้งวัน อ้าว เฮ้
เช้านี้แหกขึ้ตาตื่นมาตั้งแต่เช้ามืด (ประวัติการณ์มาก ขนาดมีเรียนยังไม่ตื่นขนาดนี้) ไปโรงเรียน แต่ไม่ได้ไปเรียนหนังสือนะคร้าบ เราไปขอมีส่วนร่วมนิดหน่อย นัดกันประมาณเจ็ดโมงเช้า บรรยากาศโดยรวมเป็นไปโดยสงบ น่ารัก เรียบร้อยกันดี แต่ขอบอกว่าอากาศหนาวโคตรๆ ถ้าไม่ได้ไอ้ถังใบใหญ่ๆ เอามาจุดไฟผิงกันมีหวังตายอนาถคาโรงเรียนกันเป็นทิวแถว อ้อต้องขอบคุณพนักงานทำความสะอาดอย่างแรง ขนไม้มาให้เป็นฟืน ใจดี๊ใจดี ขนมาตั้งสองสามรอบ ฮุฮุ มีตำหมวด มาด้วย เลยแอบถ่ายรูปเอาไว้ จากนั้นก็เริ่มบรรเลงแผ่นป้ายทั้งหลายทั้งปวง แปะกัน ติดกัน ช่างสรรสร้าง เต็มรั้วโรงเรียน คราวนี้ใครขับรถผ่านมาเห็นด้วยก็บีบแตร ปี๊น ปี๊น เราก็เฮ้!! พอใกล้เที่ยงก็มีขนมน้ำพร้อม กินกันเปรมไป หลังจากได้กินกันแล้ว เกิดแรงฮึด พวกเราไปยืนกั้นถนน แจกใบปลิวกันสนุกสนานฮาเฮ พอคลายหนาวไปได้นิ๊สนึง (นิดจริงๆนะ)...มีกิจกรรมอื่นทำบ้างนิดหน่อย เช่นเล่นบอล ไพ่ (ป๊อก) บางกลุ่มพกกีตาร์มาดีดกันด้วย ที่เห็นจะมันสุดก็คงพวกหักไม้ทำฟืนนั่นแหละ เพราะไม้ที่ได้เป็นไม้ที่เค้าใช้รองลัง รองตู้อะไรหนักๆ แต่ก็ขอบคุณค้าบบบ ใจดีเอามาให้ผ่อนหนาว
จากนั้นก็แยกย้ายกันไปกินข้าวเที่ยง แล้วก็กลับกันมาต่อกันอีกนิดหน่อย เราเลิกชุมนุมกันประมาณเกือบห้าโมงเย็น สนุกดีค่ะ......ได้เพื่อนด้วยน่ะ |
||||||||
|
|